การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังภาวะคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ ในบริบทโรงพยาบาลชุมชน
คำสำคัญ:
การคลอดก่อนกำหนด, การเฝ้าระวัง, หญิงตั้งครรภ์บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบฯและประเมินผลรูปแบบการเฝ้าระวังภาวะคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2567 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีโอเร็ม ร่วมกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart มีส่วนร่วมในการวิจัยคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 68 คน ประกอบด้วย หญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง 16 คน สามีหรือญาติผู้ดูแล 16 คน และบุคลากรทีมสุขภาพ 36 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ แบบประเมินความเสี่ยง แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทาง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์ก่อนการพัฒนามีปัญหาด้านสมรรถนะบุคลากร ความรู้ของหญิงตั้งครรภ์ ระบบสื่อสารและส่งต่อ และแนวปฏิบัติการเฝ้าระวังที่ไม่ครอบคลุม 2) การพัฒนารูปแบบผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ ทำให้ได้ STRICT Preterm Nachuak Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การคัดกรองและค้นหาความเสี่ยง การดูแลรักษา การส่งต่อ นวัตกรรมสนับสนุนบริการ การให้คำปรึกษา และการทำงานเป็นทีม โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีโอเร็มเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองและการมีส่วนร่วมของครอบครัว 3) ผลการประเมินพบว่า อัตราการคลอดก่อนกำหนดเฉลี่ยรายปี พ.ศ. 2565–2566 เท่ากับร้อยละ 10.32 ลดลงเหลือร้อยละ 3.75 ในปี พ.ศ. 2567 หรือลดลง 6.57 จุดร้อยละ หญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง 16 ราย สามารถยับยั้งการคลอดได้ในช่วงที่ได้รับการดูแล 7 ราย (ร้อยละ 43.75) ส่งต่อโรงพยาบาลแม่ข่าย 6 ราย (ร้อยละ 37.50) โดยมี 3 รายในกลุ่มส่งต่อคลอดครบกำหนด หญิงตั้งครรภ์มีคะแนนความรู้เฉลี่ย 11.06 จาก 12 คะแนน (ร้อยละ 92.19) บุคลากรมีคะแนนการปฏิบัติตามแนวทางในระดับสูง (Mean = 1.93, S.D. = 0.23) และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (Mean = 4.30, S.D. = 0.59)
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. (2023). Preterm birth. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/preterm-birth
Chawanpaiboon, S., Vogel, J. P., Moller, A. B., et al. (2019). Global, regional, and national estimates of levels of preterm birth in 2014: A systematic review and modelling analysis. The Lancet Global Health, 7(1), e37–e46.
World Health Organization. (2016). WHO recommendations on antenatal care for a positive pregnancy experience.
จุฬารัตน์ ห้าวหาญ, พรจิต จันโทภาส, ศีตรา มยูขโชติ, บุญสืบ โสโสม และฉวีวรรณ ศรีดาวเรือง. (2564). รูปแบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดตามกรอบมิติคุณภาพการบริการผู้คลอด. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 36(3), 503–511.
บุศรินทร์ เขียนแม้น, เยาวเรศ ก้านมะลิ และวรรณวิมล ทุมมี. (2565). การพัฒนารูปแบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 15(3), 286–300.
ธรรมวรรณ์ บูรณสรรค์. (2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลถึงบ้าน สำหรับหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด ในโรงพยาบาลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี. ารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา, 4(3), 50–56.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). Mosby.
พัชรินทร์ จันลคร และระวิวรรณ กลับประโคน. (2567). การพัฒนารูปแบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลวาปีปทุม. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม, 8(15), 108–121.
บุบผาชาติ เพ็ญสุข, พัชรินทร์ นาเมืองรักษ์ และมัลลิกา นวมเจริญ. (2566). การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลสมุทรสาคร. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี, 6(2), 78–97.
กัลยา กิติมา. (2566). ผลของการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและติดตามหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดโดยใช้ไลน์แอปพลิเคชัน. แพร่เวชสาร, 31(2), 60–74
พนิดา เชียงทอง, สุรัชนา พงษ์ปรสุวรรณ์, สมจิตร เมืองพิล, ศุจิรัตน์ ปัญญาแก้ว และลักขณา ไชยนอก. (2567). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการสุขภาพตนเองและครอบครัวของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ, 9(2), 205–226.

