การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงในชุมชนแบบไร้รอยต่อ โดยใช้ LINE Official Account “พยาบาลใกล้ใจ” ร่วมกับภาคีเครือข่าย โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงต่อความรุนแรง (SMI-V), การดูแลแบบไร้รอยต่อ, LINE Official Account, ภาคีเครือข่ายในชุมชนบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา และประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงในชุมชนแบบไร้รอยต่อ โดยประยุกต์ใช้ LINE Official Account “พยาบาลใกล้ใจ” ร่วมกับภาคีเครือข่าย โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงรวม 180 คน ประกอบด้วย ผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงในชุมชน (SMI-V) ผู้ดูแลหลัก และบุคลากรสุขภาพ/ภาคีเครือข่าย กลุ่มละ 60 คน กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสถานการณ์และเตรียมการ 2) การพัฒนารูปแบบ และ 3) การทดลองใช้ ทบทวนและประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยา แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (OAS) แบบวัดความรู้ผู้ดูแล แบบประเมินการมีส่วนร่วมของเครือข่าย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง
ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ คะแนนพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาสูงขึ้นจาก 58.30 ± 7.20 เป็น 70.10 ± 5.80 คะแนน และคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (OAS) ลดลงจาก 1.45 ± 0.68 เป็น 0.62 ± 0.49 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ความรู้ของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 52.0 เป็น 85.0 และคะแนนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเพิ่มขึ้นจาก 58.40 ± 8.60 เป็น 72.80 ± 6.90 คะแนน (p < .001) นอกจากนี้ อัตราการขาดยาลดลงจากร้อยละ 37.6 เหลือร้อยละ 18.2 ผู้ป่วยได้รับการนัดหมายและติดตามต่อเนื่องร้อยละ 80.0 ผู้ดูแลสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินและประสานความช่วยเหลือได้ทันเวลาข้อยละ 92.0 และความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.55 ± 0.38 คะแนน)
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2566). คู่มือระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง สำหรับสถาบัน/โรงพยาบาล สังกัดกรมสุขภาพจิต. กระทรวงสาธารณสุข.
กรมสุขภาพจิต. (2567). รายงานประจำปีกรมสุขภาพจิต ปีงบประมาณ 2567. กระทรวงสาธารณสุข.
Andreasen, N. C. (2011). The lifetime trajectory of schizophrenia and the concept of neurodevelopment. Dialogues in Clinical Neuroscience, 13(3), 271–281.
Ben-Zeev, D., Brenner, C. J., Begale, M., Duffecy, J., Mohr, D. C., & Mueser, K. T. (2014). Feasibility, acceptability, and preliminary efficacy of a smartphone intervention for schizophrenia. Schizophrenia Bulletin, 40(6), 1244–1253. https://doi.org/10.1093/schbul/sbu033
Bronfenbrenner, U. (1979). The ecology of human development: Experiments by nature and design. Harvard University Press.
Brown, T. (2008). Design thinking. Harvard Business Review, 86(6), 84–92.
Nicholas, J., Larsen, M. E., Proudfoot, J., & Christensen, H. (2015). Mobile apps for bipolar disorder: A systematic review of features and content quality. Journal of Medical Internet Research, 17(8), e198. https://doi.org/10.2196/jmir.4581
Swanson, J. W., Swartz, M. S., Van Dorn, R. A., Elbogen, E. B., Wagner, H. R., Rosenheck, R. A., Stroup, T. S., McEvoy, J. P., & Lieberman, J. A. (2006). A national study of violent behavior in persons with schizophrenia. Archives of General Psychiatry, 63(5), 490–499. https://doi.org/10.1001/archpsyc.63.5.490
World Health Organization. (2022). World mental health report: Transforming mental health for all. World Health Organization.

