ผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดและผู้ดูแลหลัก คลินิกมะเร็งนรีเวชกรรม โรงพยาบาลหนองคาย
คำสำคัญ:
โปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเอง, การมีส่วนร่วมของครอบครัว, ผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช, ยาเคมีบำบัด, ผู้ดูแลหลักบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Two-group Pretest–Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดและผู้ดูแลหลัก และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลของผู้ป่วยและผู้ดูแลหลักระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดและผู้ดูแลหลักที่มารับบริการ ที่คลินิกมะเร็งนรีเวชกรรม โรงพยาบาลหนองคาย จำนวน 60 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คู่ และกลุ่มควบคุม 30 คู่ คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งนรีเวชและการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด 2) การพัฒนาทักษะการดูแลตนเองและการดูแลผู้ป่วย 3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแล และ 4) การติดตามและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ของผู้ป่วย แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย แบบประเมินความรู้ของผู้ดูแลหลัก และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยของผู้ดูแลหลัก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-square test, Independent t-test และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคและมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ผู้ดูแลหลักกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยและมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และภายหลังได้รับโปรแกรม ผู้ดูแลหลักกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)
เอกสารอ้างอิง
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (2566). ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2565 (Hospital-Based Cancer Registry 2022). กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.
National Cancer Institute. (2023). Cancer treatment overview. https://www.cancer.gov
Smith, T. G., Castro, K. M., Troeschel, A. N., Arora, N. K., & Stein, K. (2018). Self-management of cancer: A systematic review. Cancer, 124(5), 1015–1026.
ปรารถนา กันทอน. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดของผู้ดูแล. หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต วิชาเอกการจัดการการสร้างเสริมสุขภาพ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
Kim, S. H., Lee, R., & Lee, K. S. (2018). Effects of self-care education on symptom management in cancer patients receiving chemotherapy.Oncology Nursing Forum,45(3),350–360.
กรมสุขภาพจิต. (2564). แนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้านจิตใจ. กระทรวงสาธารณสุข.
Lee, Y. J., Kim, J. H., & Park, S. Y. (2019). The effects of family support on psychological adaptation in cancer patients. Supportive Care in Cancer, 27(4), 1455–1462.
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. W. H. Freeman and Company.
Brown, R. F., Butow, P. N., & Boyer, M. J. (2020). Promoting patient participation in cancer care: A randomized controlled trial. Patient Education and Counseling, 103(5), 1010–1017.
นพรัตน์ ศรีสมบูรณ์, และคณะ. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็ง. วารสารสาธารณสุข, 50(3), 210–220.
สมบูรณ์ ใจดี, และคณะ. (2564). ผลของการสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง. วารสารการพยาบาล, 39(1), 78–89.
Pender, N. J., Murdaugh, C. L., & Parsons, M. A. (2015). Health promotion in nursing practice (7th ed.). Pearson.
โรงพยาบาลหนองคาย. (2568). สถิติประจำปีผู้ป่วยคลินิกนอก. กระทรวงสาธารณสุข.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175–191. https://doi.org/10.3758/BF03193146
Bloom, Benjamin S., et al. Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student. Learning. New York: McGraw-Hill Book Company. 1971.
American Cancer Society. (2019) Cancer screening in the United States: A review of current American Cancer Society guidelines and current issues in cancer screening.: 69(3); 184-210.
พรนภา ไชยอาสา. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนทางสังคม ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : เชียงใหม่. 2550.
Cronbach, LJ. Essentials of Psychological Testing. 3rd ed. New York: Haper and Row. Republisher. 1974.

