การพัฒนารูปแบบระบบบริการสุขภาพสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย โดยใช้ศูนย์ชีวาภิบาลเป็นกลไกขับเคลื่อน จังหวัดมหาสารคาม
คำสำคัญ:
ระบบบริการสุขภาพ, ศูนย์ชีวาภิบาล, การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบระบบบริการสุขภาพสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย โดยใช้ศูนย์ชีวาภิบาลเป็นกลไกขับเคลื่อน จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567 ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 12 แห่ง โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ร่วมกับกรอบแนวคิด 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ (Six Building Blocks of a Health System) ขององค์การอนามัยโลก ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบ จำนวน 122 คน ประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพในโรงพยาบาล 50 คน พยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 24 คน ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 24 คน และตัวแทนผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ดูแล และ Caregiver 24 คน และประเมินผลลัพธ์การดูแลในผู้ป่วยระยะท้าย จำนวน 3,376 ราย กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การเตรียมการวิจัยและศึกษาสถานการณ์ปัญหา 2) การพัฒนารูปแบบและนำรูปแบบไปปฏิบัติ โดยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 2 วงจร แต่ละวงจรประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล และ 3) การประเมินผล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม แบบประเมินมาตรฐานการดำเนินงานศูนย์ชีวาภิบาลสำหรับโรงพยาบาล และแบบสรุปรายงานผลการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวนและร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา พบว่า จังหวัดมหาสารคามสามารถจัดตั้งและเปิดให้บริการศูนย์ชีวาภิบาลในโรงพยาบาลชุมชนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานครอบคลุมทั้ง 12 อำเภอ คิดเป็นร้อยละ 100 บุคลากรทีมสหวิชาชีพได้รับการพัฒนาสมรรถนะ ร้อยละ 100 ครอบครัวได้รับการประชุมครอบครัว (Family Meeting) ร้อยละ 95.47 ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองได้รับการดูแลตามแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning: ACP) อย่างมีคุณภาพ ร้อยละ 90.28 และผู้ป่วยมีผลลัพธ์การดูแลตามแนวคิดการตายดี (Good Death) ร้อยละ 95.73
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2561). รายงานการประชุมผู้บริหารระดับสูง การถอยเพื่อทบทวน (Retreat). กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2556). การคาดการณ์ประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553–2583. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
กรมควบคุมโรค. (2567). รายงานประจำปี 2566. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. (2567). ข้อมูลผู้ป่วย Palliative Care ประจำปี 2566–2567. มหาสารคาม: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. (2567). รายงานสถานการณ์สุขภาพจังหวัดมหาสารคาม ประจำปี 2567. มหาสารคาม: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม.
World Health Organization. (2007). Everybody's business: Strengthening health systems to improve health outcomes: WHO’s framework for action. Geneva: World Health Organization.
กิตติยา วงษ์ขันธ์. (2561). รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) และรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) [อินเทอร์เน็ต]. สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2566 จาก http://www.ubu.ac.th/web/files_up/08f2018072012262188.pdf
กระทรวงสาธารณสุข. (2567). คู่มือดำเนินการตามนโยบายสถานชีวาภิบาล 2024. นนทบุรี: กลุ่มงานพัฒนาระบบบริการ.
Sleeman, K. E., de Brito, M., Etkind, S., Nambiar, V., Carrasco, J. M., Murtagh, F. E. M., et al. (2019). The escalating global burden of serious health-related suffering: Projections to 2060 by world regions, age groups, and health conditions. The Lancet Global Health, 7(7), e883-e892.
Murray, E., Ferguson, J., Vincent, C., Walshe, K., & Braithwaite, J. (2020). The role of care coordination in the governance of health systems: Improving continuity and bridging service gaps. Health Policy, 124(9), 1021–1028.
Radbruch, L., De Lima, L., Knaul, F., Wenk, R., Ali, Z., Bhatnaghar, S., et al. (2020). Reducing serious health-related suffering: A key to achieving the Sustainable Development Goals. Journal of Pain and Symptom Management, 59(2), e2–e6.
วศิน รัตนพิบูลย์, กาญจนา ธรรมไชย, & ศิริวรรณ กาญจนสุต. (2563). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายแบบในโรงพยาบาลชุมชน. วารสารพยาบาลศาสตร์, 38(3), 24–36.
สุพรรณี อาจฤทธิ์, และคณะ. (2564). การพัฒนาศักยภาพทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในโรงพยาบาลระดับอำเภอ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

