ผลของโปรแกรมการประยุกต์แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ปกครองร่วมกับ TEDA4I สำหรับเด็ก 0-5 ปีที่มีพัฒนาการล่าช้าโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา

ผู้แต่ง

  • อรทัย วงศ์พิกุล -

คำสำคัญ:

แรงสนับสนุนทางสังคม, TEDA4I, ผู้ปกครอง, เด็กพัฒนาการล่าช้า

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ปกครองร่วมกับ TEDA4I สำหรับเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง คือ ผู้ปกครอง จำนวน 30 คน และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า จำนวน 30 คน โดยได้รับโปรแกรม จากการสุ่มแบบเจาะจง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการประยุกต์แรงสนับสนุนทางสังคมสำหรับผู้ปกครองที่เข้ารับอบรมรมและนำความรู้และทักษะไปการดูแลเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า และแบบประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ ได้แก่ ด้านการเคลื่อนไหว ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา และด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One way ANOVA with repeated measures 

ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังผู้ปกครองที่ได้รับโปรแกรมแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ปกครองร่วมกับ TEDA4I 1) ผู้ปกครองมีความความรู้และทักษะการพัฒนาและประเมินพัฒนาการก่อนการอบรม ค่าเฉลี่ย 63.4 และ 53.3 (SD=±48.8 และ ±50.7) หลังการอบรม 96.6 และ 86.6 (SD=±18.2 และ ±34.5)  และ 2) เด็กที่มีอายุระหว่าง 0-5 ปี ที่มีพัฒนาการล่าช้า ที่มารับบริการศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา มีพัฒนาการ ได้แก่ ด้านการเคลื่อนไหว ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา และด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม ดีขึ้นจากการวัดซ้ำแต่ละครั้ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

สรุปและข้อเสนอแนะ  โปรแกรมแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ปกครองร่วมกับ TEDA4I สามารถส่งเสริมและช่วยให้เด็กอายุระหว่าง 0-5 ปี มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ดังนั้น สามารถนำโปรแกรมฯดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการกระตุ้นพัฒนาการตามบริบทของโรงพยาบาลได้

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

ธณกร ปัญญาใสโสภณ. (2564). ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับการจัดการสร้างเสริมสุขภาพ. คณะสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา: หจก.เลิศศิลป์สาส์ณ โฮลดิ้ง.

เนตรนภา พรหมมา และพรพนา สมจิตร. (2556). ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมการเล่านิทานของครอบครัวคนสามวัยต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยในจังหวัดพะเยา. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 32(6), 1092-1102.

มาลี เอื้ออำนวย, อภิรัช อินทรางกูร ณ อยุธยา, กมลทิพย์ ทิพย์สังวาลย์, พรรณนิภา บุญกล้า, ศศิธร คำมี และกรชนก หน้าขาว. (2564). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยต่อความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการของบิดามารดาและผู้ดูแลเด็ก อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท, 3(1), 48-63.

วัฒนาพร คำกัน. (2566). ผลของโปรแกรม TEDA4I ในเด็ก 0-5 ปี ที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้าในโรงพยาบาลลำพูน. วารสารโรงพยาบาลแพร่, 31(1), 16-26.

ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา. (2566). ศูนย์ข้อมูลคลินิกเด็กดีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา.

สถาบันราชานุกูล. (2562). ผลการใช้ โปรแกรม TEDA4I ในเด็กบกพร่องทางพัฒนาการสติปัญญา สถาบันราชานุกูล. กรุงเทพฯ: สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต.

สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. (2560). คู่มือสำหรับพ่อแม่เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแล และพัฒนาการเด็ก: ตอนวัยเด็ก 0-3 ปี. กรุงเทพฯ: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย.

สุนันต์ทา พิลุน และวิศรุดา ตีเมืองซ้าย. (2565). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก 0-5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า หน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 19(3), 207-219.

หนึ่งฤทัย เกื้อเอียด. (2560). สถานการณ์และปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์ต่อพัฒนาการเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 5(1), 281-96.

อดิศรส์ดุา เฟื่องฟู และวีระศักดิ์ ชลไชยะ. (2561). ตำราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก. กรุงเทพฯ: พี. เอ.ลิฟวิ่ง.

อรพรรณ บัวอื่น. (2560). การศึกษาปฐมวัยและพัฒนาการเด็กการเด็กก่อนวัยเรียนในประเทศกำลังพัฒนา: หลักฐานเชิงประจักษ์จากประเทศไทย. พัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน์, 1(11), 73-107.

อุดมญา พันธนิตย์, Apawan Nookong, จินต์ณาภัส แสงงาม, กรรณิการ์ ชัยลี, กรรณิการ์ เกิดศรีพันธุ์, กิ่งกาญจน์ เกิดศรีพันธุ์. (2562). ผลของโปรแกรมการสนับสนุนการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยต่อความรู้และทักษะของครูอนุบาลในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, 20(39), 60-72.

ฮาลาวาตี สนิหวี. (2563). รูปแบบการพัฒนากระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านพัฒนาการเด็ก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยทักษิณ, 2(1), 41-51.

Centers for Disease Control and Prevention. (2020). Developmental monitoring and screening. https://www.cdc.gov/ncbddd/childdevelopment /screening.htm.

Cohen. (1969). Statistic power Analysis for Behavioral Sciences. New York: Academic Press.

House. (1981). The nature of social support. In M.A. Reading. 4th Ed. Work stress and social support Philadelphia: Addison Wesley.

Jeong, Franchett and Yousafzai. (2018). World health organization recommendations on caregiving interventions to support early child development in the first three years of life: Report of the systematic review of evidence. https://www.who.int/maternal_child_adolescent/guidelines/SR_Caregiving_interve ntions_ECD_Jeong_Final_Nov2018.pdf?ua=1.

UNESCO. (2019). Early childhood care and education. https://en.Unesco.Org/themes/early-childhood-care-and-education.

World Health Organization. (n.d.) Improving early childhood development: Who guideline. https://www.who.int/publications/i /item/97892400020986.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2023-12-31

รูปแบบการอ้างอิง

วงศ์พิกุล อ. . . (2023). ผลของโปรแกรมการประยุกต์แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ปกครองร่วมกับ TEDA4I สำหรับเด็ก 0-5 ปีที่มีพัฒนาการล่าช้าโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยนครราชสีมา, 2(2), 23–38. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/jhsnmc/article/view/2119

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย