ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
คำสำคัญ:
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเอง, พฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้, โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้, การวิจัยกึ่งทดลองบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ กลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาประกอบด้วยผู้ป่วยทั้งสิ้น 44 ราย ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่าๆ กัน กลุ่มแรกได้รับการดูแลพยาบาลมาตรฐานทั่วไป 22 ราย และอีกกลุ่มได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการดูแลตนเอง 22 รายเครื่องมือในการทดลอง คือ โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเอง ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ตามแนวคิดการจัดการตนเอง ได้แก่ 1) กิจกรรมการเตรียมความพร้อม และเรียนรู้กระบวนการจัดการตนเองที่ดี 2) กิจกรรมทบทวนความรู้ และปฏิบัติกระบวนการจัดการตนเอง 3) กิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน 4) กิจกรรมติดตาม กระตุ้นเตือนอย่างต่อเนื่อง และ 5) กิจกรรมติดตามต่อเนื่อง และพิสูจน์ตนเอง และเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.95 และคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ได้เท่ากับ 0.90 ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกรกฎาคม – เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ภายในกลุ่มทดลอง ระหว่างก่อนและหลังการทดลองมีค่าเท่ากับ 28.73 (SD = 4.18) และ 45.36 (SD = 3.92) ตามลำดับ โดยกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ดังนั้นสามารถนำเอาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้เพื่อให้ผู้ป่วยมีทักษะการจัดการตนเองที่ดี มีพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ มีความมั่นใจในการดูแลตนเอง ตัดสินใจและดำเนินการป้องกันอาการภูมิแพ้ได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง
ณัฐฐิมา เตชะพิพัฒน์ชัย, วรพงศ์ ชัยสิงหาญ, ฤทธิ์เจตน์ รินแก้วกาญจน์, สุชานุช พันธุ์เจริญศิลป์, และจิรภัทร์ แซ่ตั้น. (2565). การศึกษาย้อนหลังประสิทธิผลและความปลอดภัยของตำรับปีเหยียนเคอลี่ในการรักษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้. วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย, 1(1), 47–53.
ณิชาภา เดชาปภาพิทักษ์, มาลินี ทองดี, ชามาศ วงค์ษา, ธนัชพร กาฝากส้ม, อุมาพร อุดมทรัพยากุล,
และวรรณดา ไล้สวน. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างการแพ้สารก่อภูมิแพ้และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรัง. วารสารการแพทย์รามาธิบดี, 41(4), 27–36.
พัชรี ฤทธิ์ศร. (2566). ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่อยู่ในระยะพึ่งพิงขณะอยู่ในโรงพยาบาลบ้านผือจังหวัดอุดรธานี. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 8(1), 287–293.
พิมพ์พญา สมดี, ยุนี พงศ์จตุรวิทย์, และนุจรี ไชยมงคล. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอาการภูมิแพ้ของเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา, 12(1), 43–53.
มาลินี ทองดี, ณิชาภา เดชาปภาพิทักษ์, ธนัชพร กาฝากส้ม, อุมาพร อุดมทรัพยากุล, ชามาศ วงค์ษา,
และวรรณดา ไล้สวน. (2562). การศึกษาคุณภาพชีวิตและอาการทางจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบเรื้อรัง เปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา. รามาธิบดีเวชสาร, 42(2), 21–29.
ลดาวัลย์ ฤทธิ์กล้า, ชดช้อย วัฒนะ, และพีระพงค์ กิติภาวงค์. (2555). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ภาวะหายใจลำบาก ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว. พยาบาลสาร, 39(1), 64–76.
สุพัตรา สิทธิวัง. (2560). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับความดันโลหิตของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ [วิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ไม่มีการตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Bousquet, J., Schünemann, H. J., Togias, A., Bachert, C., Erhola, M., Hellings, P. W., et al.
(2020). Next-generation allergic rhinitis and its impact on asthma (ARIA) guidelines for allergic rhinitis based on grading of recommendations assessment, development and evaluation (GRADE) and real-world evidence. Journal of Allergy and Clinical Immunology, 145(1), 70–80.e3.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral science (2nd ed.). Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Creer, T. L. (2000). Self-management of chronic illness. In M. Boekaerts, P. R. Pintrich, & M. Zeidner (Eds.), Handbook of self-regulation (pp. 601–629). San Diego, CA: Academic Press.
Jekel, J., Katz, D., Elmore, J., & Wild, D. (2007). Epidemiology, biostatistics, and preventive medicine. Philadelphia, PA: Elsevier Health Sciences.
Okubo, K., Kurono, Y., Ichimura, K., Enomoto, T., Okamoto, Y., Kawauchi, H., et al. (2020).
Japanese guidelines for allergic rhinitis 2020. Allergology International, 69(3), 331–345.
Seidman, M. D., Gurgel, R. K., Lin, S. Y., Schwartz, S. R., Baroody, F. M., Bonner, J. R., et al. (2015). Clinical practice guideline: Allergic rhinitis. Otolaryngology–Head and Neck Surgery, 152(1 Suppl), S1–S43.
Ward, L. S., Hisley, M. S., & Kennedy, M. A. (2016). Maternal-child nursing care (2nd ed.).
Philadelphia, PA: F.A. Davis Company.