ผลของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองด้านจิตวิญญาณในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศรีนคร จังหวัดสุโขทัย
คำสำคัญ:
การดูแลแบบประคับประคอง, จิตวิญญาณ, ผู้ป่วยระยะสุดท้าย, ภาวะผาสุกทางจิตวิญญาณ, คุณภาพชีวิตบทคัดย่อ
บทคัดย่อ
การวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองด้านจิตวิญญาณ ในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศรีนคร จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยแบบประคับประคอง จำนวน 13 ราย และผู้ดูแลหลัก/ครอบครัว จำนวน 13 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้านจิตวิญญาณตามNarayanasamy's Spiritual Care Model ครอบคลุม 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การดูแลด้านความเชื่อและค่านิยม การดูแลด้านความหมายและจุดประสงค์ของชีวิต การดูแลด้านความสัมพันธ์ และการดูแลด้านการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความต้องการด้านจิตวิญญาณของนารานาซาม (SNAT) แบบประเมินภาวะผาสุกทางจิตวิญญาณ (SWBS) แบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง (POS) และแบบสอบถามความพึงพอใจของครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon sign rank test
ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังจากได้รับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้านจิตวิญญาณ กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานคะแนนความต้องการด้านจิตวิญญาณลดลงจาก 68.0 เป็น 42.0 ดีกว่าก่อนได้รับการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และมีค่ามัธยฐานคะแนนภาวะผาสุกทางจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นจาก 16.0 เป็น 24.0 ดีกว่าก่อนได้รับการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ส่วนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมีค่ามัธยฐานคะแนนเปลี่ยนแปลงจาก 22.0 เป็น 21.0 แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.180) นอกจากนี้ ครอบครัว/ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อการดูแลด้านจิตวิญญาณโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean=35.85, SD=2.19) ทั้งนี้ พยาบาลและบุคลากรสุขภาพควรนำแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้านจิตวิญญาณตาม Narayanasamy's Spiritual Care Model ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประเมินความต้องการด้านจิตวิญญาณรายบุคคล การสนับสนุนให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา การช่วยให้ผู้ป่วยค้นหาความหมายและจุดประสงค์ของชีวิต การอำนวยความสะดวกในการพบปะครอบครัวและบุคคลสำคัญ
เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (2567). แบบแบ่งระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Performance Scale Version 2: PPS v2). กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
นีรชา รุ่งเรืองลาภไพศาล, วิไลวรรณ ตรีถิ่น และผกา แก้วมณี. (2568). การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย:การเตรียมความพร้อมสมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลเพื่อลดความวิตกกังวลในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่บ้าน. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท., 7(1), 1-15.
รัชฎาพร แนบเนียด. (2561). ผลของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองด้านจิตวิญญาณ. วารสารโรงพยาบาลนครพนม, 8(2), 65-77.
โรงพยาบาลศรีนคร. (2568). รายงานสถานการณ์การให้บริการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568. สุโขทัย: โรงพยาบาลศรีนคร.
โรงพยาบาลศิริราช. (2562). รายงานผลการศึกษาการพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต. กรุงเทพฯ: กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลศิริราช.
วาสนา แสงสว่าง. (2563). การดูแลแบบประคับประคองที่ส่งผลต่อความสงบในใจของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย. เชียงใหม่: วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สมฤดี สุทธิกุล. (2565). การศึกษาการปรับตัวต่อสภาวะเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก: กรณีศึกษาผู้ที่มีประสบการณ์การสูญเสียในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร. วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์, 13(2), 62-75.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย. (2568). รายงานการประเมินผลโครงการพัฒนาระบบสุขภาพระดับจังหวัดด้านการดูแลแบบประคับประคอง จังหวัดสุโขทัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568. สุโขทัย: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย.
อรุณ โพธิงาม. (2563). ผลของการวางแผนดูแลล่วงหน้าต่อการตายดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามแบบ
ประคับประคอง. เข้าถึงได้จาก https://hpc2appcenter.anamai.moph.go.th
Narayanasamy A. (2004). The Puzzle of Spirituality for Nursing. A Guide to Practical Assessment. British Journal of Nursing, 13, 1140-1144.
Puchalski C. M., Vitillo, R., Hull, S. K., & Reller, N. (2014). Improving the spiritual dimension of whole person care: Reaching national and international consensus. Journal of Palliative Medicine, 17(6), 642–656.
Sulmasy D. P. (2002). A biopsychosocial-spiritual model for the care of patients at the end of life. The Gerontologist, 42(Special Issue 3), 24–33.
The Lancet Commission on Global Access to Palliative Care and Pain Relief. (2018). Alleviating the access abyss in palliative care and pain relief: An imperative of universal health coverage. The Lancet, 391(10128), 1391–1454.
World Health Organization. (2020). Palliative care . เข้าถึงได้จาก https://www.who.org/news-room/fact-sheets/detail/palliative-care
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
