ผลของโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กอายุ 6-12 เดือน อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง

ผู้แต่ง

  • มานิตา เสรีประเสริฐ โรงพยาบาลกงหรา จังหวัดพัทลุง

คำสำคัญ:

ภาวะโลหิตจาง, โปรแกรมการดูแลสุขภาพ, เด็กปฐมวัย

บทคัดย่อ

            การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กอายุ 6-12 เดือน โดยเปรียบเทียบความรู้ของผู้ปกครอง พฤติกรรมการดูแลเด็ก และระดับฮีมาโตคริตของเด็กก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจต่อโปรแกรม เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (one-group pretest-posttest design) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองและเด็กอายุ 6-12 เดือน จำนวน 60 คู่ ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอกงหราและโรงพยาบาลกงหรา จังหวัดพัทลุง โปรแกรมประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองแบบกลุ่ม การใช้สื่อนวัตกรรม "วงล้อนาฬิกาเพิ่มโลหิต" การให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กเป็นระยะเวลา 3 เดือน และการติดตามทางโทรศัพท์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ 20 ข้อ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลเด็ก 15 ข้อ การตรวจวัดฮีมาโตคริต และแบบประเมินความพึงพอใจ 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test

            ผลการวิจัยพบว่า เด็กในกลุ่มตัวอย่างมีภาวะโลหิตจางเพียงร้อยละ 3.3 ความรู้ของผู้ปกครองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) จากคะแนนเฉลี่ย 11.2 เป็น 17.6 คะแนน คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 6.4 คะแนน ผู้ปกครองที่มีความรู้ระดับดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.3 เป็นร้อยละ 80.0 พฤติกรรมการดูแลเด็กปรับปรุงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 3.2 เป็น 4.3 คะแนน ผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมระดับดีมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.3 เป็นร้อยละ 63.3 ระดับฮีมาโตคริตของเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) จากร้อยละ 36.6 เป็นร้อยละ 38.2 หลังเข้าร่วมโปรแกรมไม่พบเด็กที่มีภาวะโลหิตจางเลย ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย 4.1 ± 0.4) โดยร้อยละ 86.7 มีความพึงพอใจในระดับมากและมากที่สุด

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). รายงานการสำรวจสุขภาพของประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 พ.ศ. 2562-2563. สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2564). คู่มือการให้ความรู้เรื่องภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

ซูรียะห์ สาและบิง. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะโลหิตจางของเด็ก 6-12 เดือนที่มารับบริการโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา. รายงานการวิจัย. ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา.

บุษบา อรรถาวีร์ และบำเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ. (2563). การควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก อายุ 6-12 เดือน. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 30(1), 82-93.

เบญจพรรณ ธิติเลิศเดชา และจรรยา สืบนุช. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กใน เด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 5. รายงานการวิจัย. เขตสุขภาพที่ 5.

วารสินทร์ จันทร์ประกายสี. (2562). อุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในเด็กอายุ 6-12 เดือน โรงพยาบาล ปากช่องนานา. รายงานการวิจัย. โรงพยาบาลปากช่องนานา.

วิภากร ศุภพิมล. (2565). ภาวะโลหิตจางในเด็กอายุ 9-12 เดือนที่มารับบริการในคลินิกเด็กสุขภาพดี โรงพยาบาลสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช. ศรีนครินทร์เวชสาร, 37(3), 206-211.

ศรัชฌา กาญจนสิงห์. (2565). ระบบเฝ้าระวังภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 6. รายงานการวิจัย. เขตสุขภาพ ที่ 6.

ศิริวิมล แย้งจันทร์. (2566). ภาวะโลหิตจางในเด็กอายุ 6-12 เดือน กลุ่มชนเผ่าปกาเกอะญอที่แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก. รายงานการวิจัย. โรงพยาบาลท่าสองยาง.

อัญชลี ภูมิจันทึก, ชัชฎา ประจุดทะเก และประดับ ศรีหมื่นไวย. (2562). สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อภาวะซีดในเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 9. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9, 13(31), 178-190.

Lozoff, B., Beard, J., Connor, J., Barbara, F., Georgieff, M., & Schallert, T. (2006). Long-lasting neural and behavioral effects of iron deficiency in infancy. Nutrition Reviews, 64(5), S34-S43. https://doi.org/10.1301/nr.2006.may.S34-S43

World Health Organization. (2015). The global prevalence of anaemia in 2011. World Health Organization. https://apps.who.int/iris/handle/10665/177094

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-05-30

รูปแบบการอ้างอิง

เสรีประเสริฐ ม. . (2025). ผลของโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กอายุ 6-12 เดือน อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง. วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข, 3(2). สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/4400

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research artricle