ผลของการให้ความรู้ในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ตำบลเขานิเวศน์

ผู้แต่ง

  • สุนทรี จันทรกูล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลระนอง

คำสำคัญ:

โรคหลอดเลือดสมอง, การให้สุขศึกษา, ทักษะการดูแลตนเอง, การเยี่ยมบ้าน, THAI COC

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงปริมาณแบบทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) ชนิดกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะการดูแลตนเองก่อนและหลังได้รับความรู้ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการส่งต่อเยี่ยมบ้านในระบบดูแลต่อเนื่อง (THAI COC) จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Barthel ADL Index) ดำเนินการทดลองโดยพยาบาลวิชาชีพลงพื้นที่ให้สุขศึกษาเรื่องโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านจำนวน 2 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบทีแบบจับคู่ (Paired t-test)

          ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการให้สุขศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจาก 8.90 เป็น 13.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในระดับสูงถึงร้อยละ 86.67 ในส่วนของทักษะการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 88.16 เป็น 91.53 แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .069) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนฐานในระดับที่พึ่งพาตนเองได้ดีอยู่แล้วประกอบกับการฟื้นฟูทักษะทางกายภาพต้องอาศัยระยะเวลา

          สรุปได้ว่า การให้ความรู้ผ่านระบบการเยี่ยมบ้าน (THAI COC) เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการยกระดับความรู้และความตระหนักในการจัดการโรคของผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ ควรนำรูปแบบการให้สุขศึกษานี้ไปใช้เป็นมาตรฐานในการเยี่ยมบ้าน และควรบูรณาการการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วยในระยะยาวต่อไป

เอกสารอ้างอิง

กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2562). แนวทางการจัดบริการพยาบาลการดูแลต่อเนื่อง (Nursing continuous care). กระทรวงสาธารณสุข.

เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย. (2535). การวิจัยทางการพยาบาล. สำนักพิมพ์อัลลายด์ เพรส.

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์. (2562). แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันสำหรับแพทย์ (Clinical practice guidelines for ischemic stroke) (ฉบับปรับปรุง 2562). สถาบันประสาทวิทยา.

Best, J. W. (1970). Research in education. Prentice-Hall.

Bloom, B. S. (1968). Learning for mastery. Evaluation Comment, 2, 47–62.

Cochran, W. G. (1953). Sampling technique. John Wiley & Sons.

Cohen, J., & Cohen, P. (1983). Applied multiple regression/correlation: Analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum Associates.

Loether, H. J., & McTavish, D. G. (1993). Descriptive and inferential statistics: An introduction. Allyn and Bacon.

Raju, R. S., Sarma, P. S., & Pandian, J. D. (2010). Psychosocial problems, quality of life, and functional independence among stroke survivors in India. Stroke, 41(12), 2932–2937. https://doi.org/10.1161/STROKEAHA.110.596817

Thorndike, R. M. (1978). Correlational procedure for research. Gardner Press.

World Stroke Organization. (2016). Global stroke fact sheet 2016.

Yamane, T. (1975). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper International.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-05-27

รูปแบบการอ้างอิง

จันทรกูล ส. (2026). ผลของการให้ความรู้ในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ตำบลเขานิเวศน์. วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข, 4(2), 174–187. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5737

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research artricle