ประสิทธิผลของเข็มขัดสมุนไพรประคบร้อนเพื่อลดอาการปวดหลังส่วนล่าง ของเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี

ผู้แต่ง

  • ชลธิชา เทศนอก นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ฐานิกา วารีย์ นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ฐานิดา สิทธิคำ นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ฐิติยา คำพันธ์ นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ณัฐฐิชา คำเชียง นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ณัฐธยาน์ ยศทะศรี นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • นุชนาถ ราชบัณฑิต นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ปรัชญาภรณ์ ทิพม่อม นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • กมลทิพย์ ตั้งหลักมั่นคง อาจารย์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • อรพนิต ภูวงษ์ไกร อาจารย์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี, คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่างของเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความปวดและความรุนแรงของความปวดก่อนและหลังการใช้เข็มขัดสมุนไพรประคบร้อน และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เข็มขัดสมุนไพรประคบร้อน โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่สายสนับสนุน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี จำนวน 30 คน สุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 - 30 กันยายน พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถามคัดกรองอาการปวดหลังส่วนล่าง ประเมินความปวดและความรุนแรงของอาการปวดหลัง และประเมินความพึงพอใจภายหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon Matched Pairs Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า

1. ความเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่างของเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนก่อนการทดลอง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเสี่ยงปานกลาง จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 70.00

2. เปรียบเทียบความปวดและความรุนแรงของอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังการใช้เข็มขัดสมุนไพรประคบร้อน พบว่า ต่ำกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ .01 ตามลำดับ

3. ความพึงพอใจต่อการใช้เข็มขัดสมุนไพรประคบร้อนอยู่ในระดับมาก (M = 4.13, SD = 0.81)

ข้อเสนอแนะ เข็มขัดสมุนไพรประคบร้อนควรใช้ได้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น คอ บ่า ไหล่ โดยให้มีหลากหลายฟังก์ชัน เช่น การสั่น หรือการนวด เพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อร่างกายทุกส่วน

เอกสารอ้างอิง

กิ่งแก้ว ปาจรีย์. (2564). ปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ: การบำบัดรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู. กรุงเทพฯ: ภาควิชา เวชศาสตร์ฟื้นฟู, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.

ซูฟียา เลาะมะ, ยัสมี โต๊ะรี, ฟาตีมะห์ ดาชอตาราแดด, และ รัตติภรณ์ บุญทัศน์. (2565). ประสิทธิผลของการ ใช้ลูกประคบสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดของกลุ่มออฟฟิศซินโดรม. ศูนย์การเรียนรู้ด้านการแพทย์ วิถีไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. https://wb.yru.ac.th

ณิชาภา พาราศิลป์, ศิรินทิพย์ คำฟู, และ อรรจน์มน ธรรมไชย. (2560). การเปรียบเทียบผลของแผ่นประคบ ร้อนสมุนไพรไทยและแผ่นประคบร้อนในการรักษาผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง: การทดลองแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุม. ศรีนครินทร์เวชสาร, 32(4), 372–378.

ณัฐวรรณ พึ่งวัฒนกุล. (2564). คุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาของเครื่องมือคัดกรองสตาร์ทฉบับภาษาไทย (ฉบับดัดแปลง) ในผู้ที่มีอาการปวดคอ [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร]. https://nuir.lib.nu.ac.th/123456789/2831

ปาจรีย์ มาน้อย, ศิรินทิพย์ คำฟู, & อรุณรัตน์ ศรีทะวงษ์. (2564). ผลของแผ่นประคบร้อนข้าวผสมสมุนไพร ไทยต่ออาการปวดและความสามารถในการยืดตัวของกล้ามเนื้อหลังในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง. เชียงใหม่เวชสาร, 60(1), 75-86. https://cmudc.library.cmu.ac.th/frontend/Info/item/dc:135642

รังสินี พูลเพิ่ม. (2557). การนำความร้อนไปใช้ในการลดความเจ็บปวดระยะที่ 1 ของการคลอด. วารสารพยาบาลทหารบก, 15(2), 23-27. สถาบันพระบรมราชชนก. (2559). คู่มือการสอนหลักสูตรความสำคัญในการจัดการความปวด: เรื่องการ ประเมินและการจัดการความปวดตามกรอบ Recognize assess treatment model (RAT Model). ด่านสุทธาการพิมพ์.

สุทธชัย ใจบาล, ศุภรานันท์ เรืองพุก และณัฐนันท์ แซ่ตั้ง. (2559). ความเหมาะสมของระยะเวลาในการ ประคบร้อน งานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลหัวหิน. วารสารหัวหินสุขใจไกลกังวล, 1(2), 66-77.

สุนิสา ชายเกลี้ยง, จันทิมา ดรจันทร์ใต้ และจันจิราภรณ์ วิชัย. (2559). การประเมินความเสี่ยงต่อการปวดหลัง ส่วนล่างจากการทำงานของพนักงานยกเคลื่อนย้ายวัสดุ. วารสารความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม, 1(1), 8-17.

GBD 2021 Low Back Pain Collaborators. (2023). Global, regional, and national burden of low back pain, 1990-2020, its attributable risk factors, and projections to 2050: A systematic analysis of the Global Burden of Disease Study 2021. The Lancet Rheumatology, 5(6), e316-e329. https://doi.org/10.1016/S2665-9913(23)00098-X

Sanjaroensuttikul, N. (2007). The Oswestry low back pain disability questionnaire (version 1.0) Thai version. Journal of the Medical Association of Thailand, 90(7), 1417-1422. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17710986/

Hall, H., & McIntosh, G. (2008). Low back pain (chronic). BMJ Clinical Evidence. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2908004/

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-07-26

รูปแบบการอ้างอิง

เทศนอก ช., วารีย์ ฐ., สิทธิคำ ฐ., คำพันธ์ ฐ., คำเชียง ณ., ยศทะศรี ณ. ., ราชบัณฑิต น. ., ทิพม่อม ป., ตั้งหลักมั่นคง ก. ., & ภูวงษ์ไกร อ. (2025). ประสิทธิผลของเข็มขัดสมุนไพรประคบร้อนเพื่อลดอาการปวดหลังส่วนล่าง ของเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี. วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ, 4(1), 1–12. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/3536

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย