ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคต่อพฤติกรรม การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดของผู้ดูแล

ผู้แต่ง

  • ทิพรดา กาญจนรูจี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม

คำสำคัญ:

พฤติกรรมการดูแลผู้ป่วย, ผู้ดูแลเด็ก, เด็กโรคหืด, ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรค

บทคัดย่อ

          การวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคที่มีต่อความรู้ แรงจูงใจในการป้องกันโรค และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดของผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยเด็กโรคหืดอายุ 0–15 ปี ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จำนวน 35 ราย ซึ่งคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดและใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมระยะเวลา 4 สัปดาห์ และแบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired Sample t-test)

          ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 77.14) มีช่วงอายุระหว่าง 31–40 ปี (ร้อยละ 42.86) และมีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 94.29) ภายหลังการได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ แรงจูงใจในการป้องกันโรค และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืด สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลองโดยใช้การประเมินผลผ่านแบบสอบถามในระยะสั้น การนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้จึงควรพิจารณาภายใต้ข้อจำกัดด้านระเบียบวิธีวิจัยดังกล่าว

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. (2567). อัตราป่วยรายใหม่ของโรคหืด. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 จาก https://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report

detail/a7dfd5a2bb045c08129446ca192091bd

ชยุตรา ด่านลี และสุพัฒนา ศักดิษฐานนท์. (2565). ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแล และการควบคุมโรคในผู้ป่วยเด็กโรคหืดอายุ 3-5 ปี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 32(2), 145-58.

ธมลวรรณ ศรีกลั่น ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ และอรวมน ศรียุกตศุทธ. (2564). ผลของโปรแกรมการจัดการโรคหืดผ่านสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน ต่อความรู้ การใช้ยาสูด และการควบคุมอาการในผู้ป่วยโรคหืด. วารสารพยาบาลศาสตร์, 39(2), 50-63.

ธัญธนาภา สีสถาน และสุวรา ทองเลิศ. (2567). ผลของการวางแผนจาหน่ายต่อความรู้และพฤติกรรมของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหืดในเด็ก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 9(2), 69-78.

ปุญญพัฒน์ ไชยเมล์. (2556). การกำหนดขนาดตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงพรรณนาในงานสาธารณสุข. วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ,16(2), 9-18.

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุราชธาตุพนม. (2566). ผลการดำเนินงานการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี 2566. (เอกสารอัดสำเนา).

วงษ์เดือน จุแดง และศศิธร จตุโภคา. (2563). พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหืดในเด็ก 0-5 ปีในโรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี. วารสารแพทย์เขต 4-5,39(3), 488-499.

วัชรี พรหมประกอบ ศิริยุพา สนั่นเรืองศักดิ์ และนฤมล ธีระรังสิกุล. (2563). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคหืดของเด็กวัยเรียนโรคหืด. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 14(1), 110-121.

สมศักดิ์ อินทมาต ดาวประกาย หญ้างาม วริศรา รักษาภักดี และสุจิตรา พงศ์วงประเสริฐ. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคหืดเด็กของผู้ดูแล. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(3), 53-59.

สิริกรานต์ สุทธิสมพร สุธิศา ล่ามช้าง และอุษณีย์ จินตะเวช. (2563). ปัจจัยทำนายการจัดการครอบครัวในผู้ดูแลเด็กโรคหืด. พยาบาลสาร, 47(4), 27-38.

อรวรรณ ม่วงแก้ว จีระวรรณ ศรีจันทร์ไชย และคลีนาถ ฐานะ. (2568). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะผู้ดูแลเด็กโรคหอบหืดก่อนวัยเรียนต่อพฤติกรรมการดูแลและการกำเริบของโรค. วารสารวิชาการ ทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 5(1), 113-122.

อรอนงค์ ชาวส้าน อุษณีย์ จินตะเวช และ สุธิศา ล่ามช้าง. (2563). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการจัดการของผู้ดูแลเด็กโรคหืด. พยาบาลสาร, 47(3), 27-39.

Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. New York: W. H. Freeman.

Bartlett, S. J., O'Byrne, P. M., & Côté, J. (2020). The impact of stress and workload on asthma management. Journal of Asthma, 57(4), 487-495

Bender, W. N., Griffin, D. M., & Lasky, B. (2016). Communication difficulties in the workplace: A study of supervisors and subordinates. Journal of Organizational Behavior, 37(4), 472- 491.

GBD 2019 Diseases and Injuries Collaborators. (2020). Global burden of 369 diseases and injuries in 204 countries and territories, 1990-2019: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2019. Lancet, 396(10258),1204-1222.

Morales, E & Duffy, D. (2019) Genetics and Gene-Environment Interactions in Childhood and Adult Onset Asthma. Front. The Journal of Pediatrics , 7,1-14.

Price, D., Dale, P., Elder, E & Chapman, K.R. (2014). Types, frequency and impact of asthma triggers on patients' lives: a quantitative study in five European countries. Journal of Asthma, 51(2):127-135.

Rogers, R. W. (1975). A protection motivation theory of fear appeals and attitude change. Journalof Psychology, 91,93- 114.

Soo, W.F & Tan, N.C. (2014). The influence of caregivers’ knowledge and understanding of asthma aetiology on domiciliary management of children with asthma. Singapore Medical Journal, 55(3): 132-136

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-02-10

รูปแบบการอ้างอิง

กาญจนรูจี ท. . (2026). ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคต่อพฤติกรรม การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดของผู้ดูแล. วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข, 4(1), 36–49. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5338

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research artricle