การพัฒนารูปแบบและเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจ 3 Steps STEMI Alert แบบมีส่วนร่วม
Main Article Content
บทคัดย่อ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน(STEMI) เป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการเปิดหลอดเลือดหัวใจอย่างเร่งด่วน โดยมีสาเหตุหลักของการเสียชีวิต คือ ความล่าช้าก่อนมาถึงโรงพยาบาล การวิจัยและพัฒนา(Research and Development) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจเชิงรุก โดยบูรณาการแนวคิดบริการปฐมภูมิ(1P 4C) และทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม(Orem’s Theory) ร่วมกับแนวคิด "3 Steps STEMI Alert" มีขั้นตอนวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินผล ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงในอำเภออุทุมพรพิสัย จำนวน 400 ราย เลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมิน RAMA-EGAT Heart Score, แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินทักษะ CPR ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา(IOC = 0.92-1.00) และมีความเชื่อมั่น(KR-20 = 0.84, Cohen’s Kappa = 0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน(McNemar test และ Paired t-test)
จากสถานการณ์ปัญหาที่มีข้อมูลสถิติผู้ป่วยของโรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย ในปี พ.ศ. 2564-2565 พบอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน(STEMI) ก่อนถึงโรงพยาบาลสูงถึงร้อยละ 11 (2 ใน 18 ราย) และร้อยละ 12 (3 ใน 24 ราย) ตามลำดับ เนื่องจากขาดการคัดกรองเชิงรุกและผู้ป่วยขาดความรู้เรื่องอาการเตือน ผลการศึกษาได้พัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย 4 อาการเตือนภาษาถิ่น(สวอย, น็อค, ช็อค, วูบ) และ 3 ขั้นตอนปฏิบัติ(STOP; หยุด – TALK; บอก – CALL; โทร 1669) ร่วมกับการปักหมุดบ้านผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์(GIS) มีผลลัพธ์: ภายหลังการเข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(t = -45.32, df = 399, p < 0.001) และมีสัดส่วนการรับรู้รายข้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกข้อ(McNemar test, p < 0.001) นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างสามารถจำเบอร์และแจ้งเหตุ 1669 ได้ถูกต้องร้อยละ 90.00 ทักษะการทำ CPR ของภาคีเครือข่ายถูกต้อง ร้อยละ 90.00 และกลุ่มเสี่ยงระดับสูงเข้าถึงบริการตรวจ EKG ได้ครบถ้วนร้อยละ 100 โดยกลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด ( = 4.65) สรุปได้ว่า แนวคิด "3 Steps STEMI Alert" ที่บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย สามารถเพิ่มความรู้ ทักษะ และการเข้าถึงบริการเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนระบบบริการจากตั้งรับเป็นเชิงรุก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการวิจัยนี้ไม่มีกลุ่มควบคุม ทำให้มีข้อจำกัดในการพิจารณาได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดจากรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพียงอย่างเดียว
Article Details
เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค. (2565). สถิติและแนวโน้มโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สำนักระบาดวิทยา.
กรรณิการ์ เกียรติสนธิ์. (2565). การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการสวนหัวใจเพื่อการรักษา.
วารสารการพยาบาลสุขภาพและสาธารณสุข 2565, 1(2), 28-42.
กระทรวงสาธารณสุข. (2560). แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข
คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการที่ตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพที่สำคัญ(สาขาโรคไม่ติดต่อ). (2557). แนวทางพัฒนา
ระบบบริการสุขภาพ สาขาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCD). กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด
งานเวชระเบียนและสถิติ. (2565). สถิติผู้ป่วยโรงพยาบาลอุทุมพรพิลัย ประจำปี 2564-2565.
จินตนา ภู่มงคล, สุพัตรา อุปนิสากร, และ นงเยาว์ เกษตรภิบาล. (2565). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจ
ตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง เครือข่ายบริการสุขภาพจังหวัดสุโขทัย. วารสารกองการพยาบาล, 49(2), 1-14.
ฉวีพงศ์ บุญกาญจน์. (2563). สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI
ในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุขชุมชน.
ณรงค์กร ชัยวงศ์ และปณวัตร สันประโคน. (2562). ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ความท้าทายของพยาบาลฉุกเฉินในการ
ดูแลผู้ป่วยระยะวิกฤต.วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ, สืบค้นเมื่อ 1 ม.ค.2567.
จาก http://www.aihd.mahidol.ac.th/sites/pdf.
วรพรรณ มหาศรานนท์, ฐิติอาภา ตั้งค้าวานิช และรุ้งนภา ชัยรัตน์. (2562). ผลการใช้โปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุน
และให้ความรู้มีผลต่อการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและ
ทรวงอก, 30(1), 102-116.
ภิตรดา ไสยบุญฌ์. (2566). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด STEMI ในงาน
อุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวชโรงพยาบาลกมลาไสย.วารสารวิชาการทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
โรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย. (2566). รายงานประจำปี 2566 โรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย. ศรีสะเกษ: งานยุทธศาสตร์และแผนงาน
โรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย
ศุภกร วงศ์วทัญญู. (2565). ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม. สืบค้น 10 สิงหาคม 2566,จาก
https://anyflip.com/qvmyw/mwur/basic
สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับผู้ปฏิบัติการระดับสูง (Emergency
Medical Triage Protocol and Advanced Life Support). สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ.
สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูประถัมภ์ร่วมกับสานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.
(2562). แนวเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน. สืบค้นเมื่อ 4 เมษายน 2565,
จาก http://www.thaiheart.org/.
เสาวนีย์ เนาวพาณิช. (2564). ผลของการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดอีสเคมีคต่อ
ระยะเวลาการเข้าถึงบริการ. วารสารสภาการพยาบาล, 36(2), 45-58.
สุจิตรา ลิ้มอำนวยลาภและคณะ. (2556). การปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผู้ใหญ่ระยะวิกฤต. พิมพ์ครั้งที่ 7.
ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา.
Aboyans, et al. (2020/2021). Caltabellotta, T., Magne, J., Salerno, B., Pradel, V., Petitcolin, P. B.,
Auzemery, G. & Aboyans, V. (2021). Characteristics associated with patient delay during the
management of ST-segment elevated myocardial infarction, and the influence of awareness
campaigns. Archives of Cardiovascular Diseases, 114(4), 305-315.
https://doi.org/10.1016/j.acvd.2020.09.004
American Heart Association. (2020). 2020 AHA guidelines for CPR and emergency cardiovascular care.
American Heart Association.
Benger, J., & Walker, A. (2022). Prehospital management of acute ST-elevation myocardial infarction:
A primary care network approach. Resuscitation, 172, 112-119.
European Society of Cardiology. (2020). ESC Guidelines for the management of acute coronary syndromes
in patients presenting without persistent ST-segment elevation.
European Heart Journal, 41(3), 119-177
Grosmaitre, P., et al. (2013/2015). Significance of atypical symptoms for the diagnosis and management
of myocardial infarction in elderly patients admitted to emergency departments. Archives of
Cardiovascular Diseases. (ScienceDirect)
Ibanez, B., James, S., Agewall, S., Antunes, M. J., Bucciarelli-Ducci, C., Bueno, H., ... &
Widimsky, P. (2018). 2017 ESC Guidelines for the management of acute myocardial
infarction in patients presenting with ST-segment elevation. European Heart Journal,
(2), 119-177.
Lunde, et al. (2018). Gender disparities in first medical contact and delay in ST-elevation myocardial
infarction: a prospective multicentre Swedish survey study. BMJ Open. (PubMed)
Messinger, M. C., Ashburn, N. P., Chait, J. S., & Mahler, S. A. (2024). Risk of delayed percutaneous
coronary intervention for STEMI in the Southeast United States. medRxiv. https://doi.org/10.1101/2024.07.11.24310307
Mozaffarian, et al. (2025). Temporal trends and prognostic impact of pre-hospital delay in
ST-elevation myocardial infarction. European Heart Journal. (PubMed)
World Health Organization. (2020). Cardiovascular diseases (CVDs). Retrieved from
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/cardiovascular-diseases-(cvds)