การพัฒนาเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงจากค่าปริมาณเม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ และลิวโคไซต์เอสเตอเรส ในการทำนายผลเพาะเชื้อปัสสาวะ เพื่อส่งเสริมการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล ของโรงพยาบาลศรีสะเกษ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาย้อนหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความสัมพันธ์ของค่าปริมาณเม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ ลิวโคไซต์เอสเตอเรส เพื่อพัฒนาเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงในการทำนายผลเพาะเชื้อปัสสาวะ และเพื่อประเมินประสิทธิภาพของเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงในการส่งเสริมนโยบายการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล ศึกษาข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง 330 ตัวอย่าง ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนสิงหาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล (hospital information system: HIS), โปรแกรมระบบสารสนเทศห้องปฏิบัติการ (laboratory information system: LIS) และโปรแกรมสารสนเทศห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยา (microbiology laboratory: MLAB) รวมทั้งเครื่องตรวจปัสสาวะ เครื่องเพาะเชื้อปัสสาวะ และแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ multiple logistic regression มีระยะเวลาในการเก็บข้อมูลวิจัย ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึง เดือนมิถุนายน 2569
ผลการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 57.04 ปี ความชุกของการพบเชื้อในปัสสาวะร้อยละ 34.85 ลิวโคไซต์เอสเตอเรสมีความไวสูงที่สุดร้อยละ 90.43 ไนไตรท์มีความจำเพาะสูงที่สุดร้อยละ 97.21 รวมทั้ง ไนไตรท์และลิวโคไซต์เอสเตอเรส 2+ มีความสัมพันธ์กับผลเพาะเชื้อปัสสาวะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ส่วนค่าปริมาณเม็ดเลือดขาวไม่มีความสัมพันธ์ การพัฒนาเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงได้ค่าคะแนนที่เหมาะสม คือ 1 การส่งเสริมนโยบายการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผลโดยลดการตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ ช่วยประหยัดงบประมาณปีละ 657,000 บาท ลดการได้รับยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น ลดการดื้อยา กลุ่มเสี่ยงได้รักษารวดเร็วขึ้น และลดภาวะแทรกซ้อน
สรุปว่าโรงพยาบาลต่างๆ สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจส่งตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ หากผลไนไตรท์เป็นบวก และ/หรือผลลิวโคไซต์เอสเตอเรสมากกว่าหรือเท่ากับ 2+
Article Details
เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)
เอกสารอ้างอิง
กันต์นิษฐ์ พงศ์พิพัฒไพบูลย์ม, ภัทรา วัฒนพันธุ์, และปรีดา อารยาวิชานนท์. (2556). การใช้แถบตรวจปัสสาวะสำหรับการคัด
กรองภาวะติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะพิการจากรอยโรคไขสันหลัง
เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร, 23(1), 1-6.
https://www.rehabmed.or.th/main/wp-content/uploads/2015/01/L-349.pdf
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข. (2566). สาเหตุการตาย 20 อันดับแรก เขตสุขภาพที่ 10 ปี 2567.
https://healthregion10.moph.go.th/ข้อมูลทั่วไป-เขตสุขภาพ
บริษัทบีโอเมริเยอร์ (ประเทศไทย) จำกัด. (ม.ป.ป.). คู่มือการใช้งาน Vitek ® 2 XL System. ไบโอเมริเยอร์ อิน.
ปิยะ ศิริลักษณ์, นิศารัตน์ โอภาสเกียรติกุล, และสุรศักดิ์ หมื่นพล. (2566). แนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการ
แพทย์อย่างสมเหตุผล (Rational Laboratory Use, RLU).
https://www.rcst.or.th//web-upload/filecenter/RLU-2024.pdf
พุทรา ชลสวัสดิ์, เบญจมาภรณ์ วงษ์พันธุ์, จันทวรรณ สัตยารักษ์, และอัสรินดา อับดุลกานาน. (2563).
การเปรียบเทียบผลการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะด้วยแถบทดสอบกับการเพาะเชื้อเพื่อวินิจฉัย
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ. วารสารเทคนิคการแพทย์, 48(3), 116-125.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/248558
มนูเวทย์ ธีรวิโรจน์. (2568). การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI). โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
https://www.phukethospital.com/th/healthy-articles/urinarytract-infection.
ศิวากร พรตระกูลพิพัฒน์, แก้วใจ เทพสุธรรมรัตน์, ทติยา เทพขุนทอง, และธงชัย ประฏิภาณวัตร. (2554). ดัชนีความเสี่ยงต่อ
เบาหวานของไทยรูปแบบประยุกต์กับการคัดกรองกลุ่มอาการทางเมแทบอลิก ศรีนครินทร์เวชสาร, 26(3),
-224. https://www.thaiscience.info/journals/Article/SRMJ/10783730.pdf
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. (2568). แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568.
https://idthai.org/Contents/Views/?d=!17!9!!1045!
Elektronika. (2016). U11 Plus GL Labstrip urinalysis [Brochure]. Budapest, Hungary.
Elektronika. (2017). LabUmat 2 UriSed 3 PRO (Version 3) [Brochure]. Budapest, Hungary).
https://www.afmssc.com/images/AFMS/Documents_pdfs/LabuMat2_Urised3PRO.pdf
Fogazzi, G. B., & Garigali, G. (2020). The urinary sediment by UriSed Technology.
Lazzati Industria Grafica S.r.l.
Little, P., Turner, S., Rumsby, K., Warner, G., Moore, M., Lowes, J. A., Smith, H., Hawke, C. & Mullee, M.
(2006). Developing clinical rules to predict urinary tract infection in primary care settings:
sensitivity and specificity of near patient tests (dipsticks) and clinical scores. British Journal of
General Practice, 56(529), 606-612. https://bjgp.org/content/56/529/606
Peduzzi, P., Concato, J., Kemper, E., Holford, T. R., & Feinstein, A. R. (1996). A simulation study of the
number of events per variable in logistic regression analysis. Journal of Clinical Epidemiology,
(12), 1373–1379. https://doi.org/10.1016/s0895-4356(96)00236-3
Vo, A. T., Thien, T. T., Minh, T. N., Huu, P. M., Tri, C. P., Son, H. P., Han, M. N., Huong-Dung, T. N.,
Nguyen, H. L., Man, N. T., Vo T. H., Hoang, T. N., Dac, B. H., Ngoc, T. T., Nguyen, H. T.,
Bich-Nhat, T. L., Duc, T. D., Huu, D. P., Truong, B. P., ... Phuc, C. N. (2025).
Development of a novel risk score for diagnosing urinary tract infections: Integrating Sysmex
UF-500i urine fluorescence flow cytometry with urinalysis. PLOS ONE 20(5), e0323664.
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0323664
Wariso, K. T., & Oboro, I. L. (2016). Correlation of nitrite, leucocyte esterase and protein detection to
diagnosis of urinary tract infections. British Journal of Medicine and Medical Research 13(9), 1-6.
https://doi.org/10.9734/BJMMR/2016/23444
Yadav, A., Hans, A., Kumari, A., & Kaur, P. (2024). Evaluation of leukocyte esterase and nitrite dipstick tests
with routine urine microscopic analysis in detecting urinary tract infections. Indian Journal of
Pathology and Oncology, 11(1), 3-7. https://doi.org/10.18231/j.ijpo.2024.002