ความพึงพอใจในงานของผู้บกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการจ้างงาน ในสถานประกอบการ : กรณีศึกษา สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต
บทคัดย่อ
สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานแก่ ผู้บกพร่องทางสติปัญญา เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้บกพร่องทางสติปัญญาด้านทักษะพื้นฐานการทำงาน และจัดหางานให้ผู้บกพร่องทางสติปัญญาได้ประกอบอาชีพในสังคม โดยมีนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก (Case Manager) ในลักษณะเป็นผู้ฝึกสอนงาน (Job Coach) และมีกระบวนการติดตามการทำงานในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง จากผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมผู้บกพร่องทางสติปัญญาสู่การทำงานในสถานประกอบการหรือธุรกิจครอบครัว ในปี 2564 – 2566 พบว่า ในปี 2564 มีผู้บกพร่องทางสติปัญญาได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 จำนวน 4 คน และมีอาชีพและมีรายได้ตามมาตรา 35 จำนวน 9 คน ปี 2565 มีผู้บกพร่องทางสติปัญญาได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 จำนวน 13 คน และมีอาชีพและมีรายได้ตามมาตรา 35 จำนวน 13 คน และปี 2566 มีผู้บกพร่องทางสติปัญญาได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 จำนวน 35 คน และมีอาชีพและรายได้ตามมาตรา 35 จำนวน 5 คน (สถาบันราชานุกูล, 2566) จากสถิติจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้บกพร่องทางสติปัญญาได้รับการจ้างงานมีอัตราสูงขึ้น แต่การได้รับการจ้างงานไม่ได้การันตีว่าจะมีความมั่นคงและประกอบอาชีพในระยะเวลายาว เนื่องจากการทำงานต้องมีหลายปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดความพึงพอใจในงาน ซึ่งความพึงพอใจในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลทำให้สามารถทำงานได้เต็มตามศักยภาพและทำงานได้ในระยะยาว โดยผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพส่งผลทำให้ผู้บกพร่องทางสติปัญญาสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
จากการศึกษาความพึงพอใจในงานของผู้บกพร่องทางสติปัญญาในโครงการพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานของผู้บกพร่องทางสติปัญญาในกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ สถาบันราชานุกูล ผ่านการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการ เรื่องผลการพัฒนาผู้บกพร่องทางสติปัญญาสู่การทำงานในสถานประกอบการ กรณีศึกษา สถาบันราชานุกูล และเรื่องความพึงพอใจในงาน (Job satisfaction) ประกอบกับการการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างแบบเผชิญหน้าโดยใช้ระยะเวลาในการสัมภาษณ์ 45 นาที/ราย กับผู้บกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการจ้างงานในสถานประกอบการจำนวน 4 คน และทำงานในสถานประกอบการอย่างน้อย 1 ปี โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคคล ด้านงาน ด้านการจัดการและด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงานของผู้บกพร่องทางสติปัญญา ล้วนเป็นแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งส่งผลให้สามารถทำงานได้นาน และมีโอกาสในการก้าวหน้าของอาชีพ อีกทั้งยังส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
คริษฐา อ่อนแก้ว. ความคาดหวัง ปัญหา และอุปสรรคของนายจ้างต่อการจ้างงานคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550. วารสารวิทยาลัยราชสุดา.2556;15(1):35-49. Available from: https://rs.mahidol.ac.th/rsjournal/vol.15/3.pdf
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. สถานการณ์คนพิการในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์; 2566.
ศิโรรัตน์ นาคทองแก้ว, จารุพัชร์ ฉลาดแพทย์. ผลการพัฒนาผู้บกพร่องทางสติปัญญาสู่การทำงานในสถานประกอบการ กรณีศึกษา สถาบันราชานุกูล. วารสารราชานุกูล. 2565;34(1):12-28.
กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ สถาบันราชานุกูล. รายงานการให้บริการกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ ปีงบประมาณ 2566. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชานุกูล; 2566.
ภูริวิชณ์ โทสุรินทร์. ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานกับความผูกพันองค์การของข้าราชการครูโรงเรียนในสำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. นครนายก: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี; 2561.
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Sufiyah Wo, Pratthana Rattanatirawan

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ขอรับรองว่า ต้นฉบับที่เสนอมานี้ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาตีพิมพ์ลงในวารสารหรือสิ่งตีพิมพ์อื่นใด ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาต้นฉบับ ทั้งยินยอมให้กองบรรณาธิการมีสิทธิ์พิจารณาและตรวจแก้ต้นฉบับได้ตามที่เห็นสมควร พร้อมนี้ขอมอบลิขสิทธิ์ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ให้แก่วารสารราชานุกูล กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ กราฟ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือ ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในผลงาน ให้เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) แต่เพียงฝ่ายเดียว และหากข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ประสงค์ถอนบทความในระหว่างกระบวนการพิจารณาของทางวารสาร ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาบทความนั้น