รูปแบบการดูแลผู้ป่วยซึมเศร้าที่มารับบริการของโรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ

Main Article Content

Paphada Buengkrai

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยซึมเศร้าที่มารับบริการของโรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และประเมินประสิทธิผลการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยประยุกต์แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ร่วมกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมตามวงจร PAOR ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าจำนวน 45 คน คัดเลือกแบบเจาะจง(purposive sampling) โดยมีเกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า(Major Depressive Disorder) และมีคะแนนแบบประเมิน PHQ-9 ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป ส่วนของเกณฑ์คัดออก ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคจิตเวชอื่นร่วมในระดับรุนแรงหรือมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมการวิจัย  มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า PHQ-9 แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป โดยแบบสอบถามความพึงพอใจได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา(IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดี (Cronbach’s alpha = 0.89) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ t-test แบบจับคู่  รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบสำคัญ ซึ่งดำเนินการเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ ได้แก่  (1) การคัดกรองและประเมินความรุนแรงอย่างเป็นระบบ  (2) การให้ความรู้และเสริมพลังผู้ป่วยและครอบครัว  (3) การติดตามดูแลเชิงรุกและต่อเนื่องทั้งในโรงพยาบาลและชุมชน  (4) การประสานส่งต่อและดูแลต่อเนื่อง  (5) การสนับสนุนทางสังคมและจิตใจจากเครือข่ายชุมชน และ (6) การจัดการภาวะเสี่ยงและวิกฤต  มีช่วงระยะเวลาดำเนินการวิจัย ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568


ผลการวิจัยพบว่า ระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าเฉลี่ยคะแนน PHQ-9 ลดลงจาก 13.44 ± 2.58(ก่อนการทดลอง) เป็น 8.53 ± 2.82(หลังการทดลอง) (ผลต่างเฉลี่ย = -4.91, 95%CI: -5.42 ถึง -4.39, p < 0.001)  สัดส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางขึ้นไป ลดลงจากร้อยละ 86.7 เหลือร้อยละ 40.0  ขณะที่กลุ่มที่มีอาการเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.3 เป็นร้อยละ 60.0  ด้านความพึงพอใจพบว่าอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.03 ± 0.80) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านภาพรวมของรูปแบบการดูแล (Mean = 4.22, SD = 0.78) ด้วยการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลและเครือข่ายบริการสาธารณสุข


สรุปได้ว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยซึมเศร้าที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และมีประสิทธิผลในการลดความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า รวมทั้งสร้างความพึงพอใจต่อการรับบริการในระดับสูง จึงควรส่งเสริมการนำไปใช้ต่อเนื่องและขยายผลในเครือข่ายบริการสุขภาพจิตระดับชุมชน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
Buengkrai, P. (2026). รูปแบบการดูแลผู้ป่วยซึมเศร้าที่มารับบริการของโรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ, 5(1), p. 107–120. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5473
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมสุขภาพจิต. (2566). รายงานประจำปีกรมสุขภาพจิต ปี 2566. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต.

กัตติกา ธนะขว้าง. (2558). การวิจัยภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคเบาหวานในประเทศไทย. นครราชสีมา:

สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.

กุญฤดี โง้วศิริ, และ ดาวเรือง จัตุชัย. (2567). การพัฒนาแนวทางการดูแลเพื่อบำบัดผู้ใช้สารเสพติดที่มีภาวะซึมเศร้า.

วารสารวิชาการทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 4(1), 78–90.

ชญาภัช มิ่งขวัญใจ, ชฎาภา ประเสริฐทรง, และ ทวีศักดิ์ กสิผล. (2558). ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ทางสุขภาพ

ของพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า.

Journal of The Royal Thai Army Nurses, 16(3), 60–67.

ทัศนีย์ เชื่อมทอง, อารีรัช จำนงค์ผล, และ กรรัตน์ ทองช้อย. (2565). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า

ในกลุ่มโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลชลบุรี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 32(2), 159–173.

ประสบสุข ศรีแสนปาง. (2561). ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ: ความลุ่มลึกในการพยาบาล. วารสารพยาบาลศาสตร์

และสุขภาพ, 41(1), 129–140.

พิชญ์ วชิราภากร. (2564). ภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยจิตเภทอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น.

วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 6(2), 73–82.

มัญชรี พุทธประเสริฐ, อรวรรณ หนูแก้ว, และ วีณา คันฉ้อง. (2567). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความสามารถในการ

ดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า. วารสารวิจัยทางการพยาบาล การผดุงครรภ์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 44(1), 66–78.

โรงพยาบาลกันทรารมย์. (2568). รายงานผู้ป่วยซึมเศร้าประจำปี 2568. ศรีสะเกษ: โรงพยาบาลกันทรารมย์.

ละมัย อยู่เย็น, และคณะ. (2567). รูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าด้วยพลังจิตตานุภาพ ในพระพุทธศาสนา.

Journal of Dhamma for Life, 30(1), 254–267.

วรางคณา จำปาเงิน, และ สุพัตรา จันทร์สุวรรณ. (2568). ความรอบรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและพฤติกรรมการดูแลตนเอง

ด้านสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี, 8(3), 90–102.

สุพัตรา สุขาวห, และคณะ. (2567). การพัฒนาและทดสอบประสิทธิผลเบื้องต้นการบำบัดด้วยการกระตุ้นพฤติกรรม

สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 38(2), 69–86.

สุวรรณา อรุณพงค์ไพศาล, และ สรยุทธ วาสิกนานนท์. (2558). ตำราโรคซึมเศร้า. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา.

อธิชญา สุขธรรมรัตน์, และ ณัฐสุดา เต้พันธ์. (2566). ประสบการณ์และมุมมองของผู้ดูแลในครอบครัวเกี่ยวกับการสนับสนุน

ดูแลผู้ป่วยวัยรุ่นโรคซึมเศร้า: การศึกษาเชิงคุณภาพ. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 31(1), 22–36.

อัจฉรา คำมะทิตย์, และ มัลลิกา มากรัตน์. (2559). การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ: วิธีการปฏิบัติทีละขั้นตอน.

วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 3(3), 246–259.

Almeida, O. P., McCaul, K., Hankey, G. J., Norman, P., Jamrozik, K., & Flicker, L. (2008). Homocysteine

and depression in later life. Archives of General Psychiatry, 65(11), 1286–1294.

American Psychiatric Association. (2022). Diagnostic and statistical manual of mental disorders

(5th ed., text rev.). Washington, DC: Author.

Beck, A. T. (1967). Depression: Clinical, experimental and theoretical aspects. New York: Hoeber.

Beck, A. T., Rush, A. J., Shaw, B. F., & Emery, G. (1997). Cognitive therapy of depression.

New York: Guilford Press.

Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Hillsdale, NJ:

Lawrence Erlbaum.

El Kady, H. M., & Ibrahim, H. K. (2013). Depression among a group of elders in Alexandria, Egypt.

Eastern Mediterranean Health Journal, 19(2), 167–174.

Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner. Geelong, Australia:

Deakin University.

Montgomery, S. A., & Åsberg, M. (1979). A new depression scale designed to be sensitive to change.

The British Journal of Psychiatry, 134, 382–389.

Thai PBS. (2024). ระบบบริการสุขภาพจิตไทย: ความท้าทายและแนวทางพัฒนา. กรุงเทพฯ: Thai PBS.

The Joanna Briggs Institute. (2013). New JBI levels of evidence. Retrieved

from http://joannabriggs.org

The Joanna Briggs Institute. (2014). Reviewers’ manual 2014 edition. Retrieved

from http://www.joannabriggs.org

Vink, D., Aartsen, M. J., & Schoevers, R. A. (2008). Risk factors for anxiety and depression in the elderly.

Journal of Affective Disorders, 106(1–2), 29–44.

Wangtongkum, S., Sucharitakul, P., Wongjaroen, S., & Maneechompoo, S. (2008). Prevalence of

depression among older adults in Thailand. Journal of the Medical Association of Thailand, 91(12), 1812–1817.

World Health Organization. (2017). Depression and other common mental disorders:

Global health estimates. Geneva: WHO.

World Health Organization. (2023). Depression fact sheet. Retrieved

from https://www.who.int

Yesavage, J. A., Brink, T. L., Rose, T. L., Lum, O., Huang, V., Adey, M., & Leirer, V. O. (1983). Development

of a geriatric depression screening scale. Journal of Psychiatric Research, 17(1), 37–49.