ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

Main Article Content

พวงทอง เชาว์ศรีกุล

บทคัดย่อ

            การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้  มีรูปแบบการวิจัยเป็นแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 32 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 32 คน  เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้ การฝึกทักษะสุขภาพ การติดตามพฤติกรรม และการสนับสนุนทางสังคม เป็นเวลา 10 สัปดาห์ 2) แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป แบบวัดการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และแบบบันทึกระดับความดันโลหิต  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test  มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2569


            ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 2.56 (S.D. = 0.13) เป็น 3.90 (S.D. = 0.58)  คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 2.66 (S.D. = 0.14) เป็น 3.91 (S.D. = 0.65) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)  ระดับความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงจาก 151.41 (S.D. = 8.85) เป็น 132.68 mmHg (S.D. = 5.69) (p < 0.001)  และระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงจาก 81.97 (S.D. = 9.97) เป็น 75.88 mmHg (S.D. = 3.21) (p = 0.002)  และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ฯ และพฤติกรรมป้องกันโรคฯ สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีระดับความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมีประสิทธิผลต่อการส่งเสริมการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันโรค และลดระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
เชาว์ศรีกุล พ. . (2026). ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ, 5(2), p. 42–57. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5754
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

จำปานาฏ มงคลเคหา. (2563). ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช].

จุฑามาศ ใหม่แย้ม, ธนพร ศิริธรรม, จริยา บุญชด, และอารีย์ ชูเอียด. (2566). การประยุกต์ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้าน

สุขภาพต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัด

สงขลา. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข, 1(3), 16–27.

ธีรภาพ เสาทอง, ปาหนัน พิชยภิญโญ, และสุนีย์ ละกำปั่น. (2563). ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการควบคุมระดับ

น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้. วารสารวิจัยสุขภาพและ

การพยาบาล, 36(3), 19–32.

ประภาส บารมี, และจักรพันธ์ บุญอ่อง. (2566). การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานด้วย 4 ป.:กรณีศึกษา

กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก. วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ, 5(1), 25-37.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ. (2568). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดศรีสะเกษ ปีงบประมาณ

–2568. กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ.

สิรกานต์ เตชะวณิช. (2563). พฤติกรรมการบริโภคโซเดียมและความสัมพันธ์กับระดับความดันโลหิตในประชาชนชนบท.

วารสารสาธารณสุขและการพัฒนา, 18(2), 45–58.

อภิญญา อุบลสะอาด. (2567). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้

โรงพยาบาลลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 9(1), 596–605.

Alyafei, A., & Easton-Carr, R. (2024). The health belief model of behavior change. In StatPearls. StatPearls

Publishing.

Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. Freeman.

Chanaman, P., Wongpiriyayothar, A., & Sittipakorn, S. (2023). The effects of a health belief perception

program using tele-nursing on stroke prevention behaviors in patients with uncontrolled

hypertension. Journal of Thailand Nursing and Midwifery Council, 38(4), 408–424.

Islam, M. T., Arafat, S. M., Chowdhury, A., Orchi, K., Sultana, S., Bushra, T., Islam, M. R., Fatema, K., Khan, M.

M. H., & Haque, M. A. (2025). Role of the health belief model in the management of hypertension:

A systematic review. Cureus, 17(10), e94139. https://doi.org/10.7759/cureus.94139

Lin, X., Li, H., & Li, X. (2020). Barriers to hypertension control in primary health care: A global perspective.

Journal of Clinical Hypertension, 22(6), 1003–1010. https://doi.org/10.1111/jch.13845

Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monographs, 2(4),

–335.

Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the health belief

model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183.

Mensah, G. A., Fuster, V., Murray, C. J. L., & Roth, G. A. (2023). Global burden of cardiovascular diseases

and risks, 1990–2022. Journal of the American College of Cardiology, 82(25), 2350–2473.

https://doi.org/10.1016/j.jacc.2023.11.007

Srithum, T., & Nakrukamphonphatn, S. (2026). Effects of a self-management program enhanced by

telenursing on self-management behaviors and blood pressure levels among patients with

uncontrolled hypertension in Yasothon Province. Health Science Journal of Thailand, 8(2).

https://he02.tci-thaijo.org/index.php/HSJT/article/view/281293

Wang, H.-M., Chen, Y., Shen, Y.-H., & Wang, X.-M. (2024). Evaluation of the effects of health education

interventions for hypertensive patients based on the health belief model. World Journal of Clinical

Cases, 12(15), 2578–2585. https://doi.org/10.12998/wjcc.v12.i15.2578

World Health Organization. (2023). Global report on hypertension: The race against a silent killer.

World Health Organization.

World Health Organization. (2023). Hypertension fact sheet. https://www.who.int/news-room/fact-

sheets/detail/hypertension

World Health Organization Thailand. (2023). Reducing cardiovascular disease (hypertension and sodium).

https://www.who.int/thailand/activities/reducing-cardiovascular-disease

World Heart Federation. (2023). World heart report 2023: Confronting the world's number one killer.

World Heart Federation.