รูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวาน ในกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน Sequential Explanatory Mixed Methods Design มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา ทดลองใช้ และศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาภาคตัดขวางในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานที่มี FBS 100.00–125.00 มก./ดล. จำนวน 142 คน ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา สัมภาษณ์เชิงลึก 15 ครอบครัว และสนทนากลุ่ม 2 กลุ่ม จำนวน 18 คน และระยะที่ 3 การวิจัยกึ่งทดลองในกลุ่มทดลอง 31 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 31 ครอบครัว เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ระดับต่ำ (𝑥̅ = 11.81) ทัศนคติระดับปานกลาง (𝑥̅ = 46.02) พฤติกรรมระดับปานกลาง (𝑥̅ = 70.49) และการมีส่วนร่วมของครอบครัวระดับปานกลาง (𝑥̅ = 82.75) ระยะที่ 2 พบแก่นเนื้อหาหลัก 4 แก่น นำไปสู่การพัฒนา KOK FAMILY Model ซึ่งประกอบด้วย KOK (Kok Community Context, Ownership of Health, Kinship Network Support) และ FAMILY 6 ขั้นตอน บูรณาการทฤษฎีฐาน 6 ทฤษฎี ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญได้ค่า S-CVI = 0.92 ะยะที่ 3 หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญในทุกตัวแปร โดยความรู้เพิ่มขึ้น (ผลต่าง +4.45, S.D. = 0.85, Cohen's d = 5.24, p < 0.001) ทัศนคติเพิ่มขึ้น (ผลต่าง +13.08, S.D. = 2.84, Cohen's d = 4.61, p < 0.001) พฤติกรรมเพิ่มขึ้น (ผลต่าง +19.85, S.D. = 3.88, Cohen's d = 5.12, p < 0.001) การมีส่วนร่วมของครอบครัวเพิ่มขึ้น (ผลต่าง +24.51, S.D. = 4.82, Cohen's d = 5.08, p < 0.001) และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง (ผลต่าง -8.37 มก./ดล., S.D. = 2.90, Cohen's d = 2.88, p < 0.001) ซึ่งทุกตัวแปรมีขนาดผล (Effect Size) อยู่ในระดับสูงมาก (Cohen's d > 0.80) แสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญทางคลินิกที่ชัดเจน กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปรหลัก (p < 0.001) การมีส่วนร่วมของครอบครัวมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรม (r = 0.718, p < 0.001) โดยการสนับสนุนทางปฏิบัติเป็นตัวทำนายพฤติกรรมที่สำคัญที่สุด (β = 0.468, R² = 0.724, p < 0.001)
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า KOK FAMILY Model มีประสิทธิผลทั้งในเชิงสถิติและเชิงคลินิก และมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในพื้นที่ชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีบริบทวัฒนธรรมใกล้เคียงกันสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปบูรณาการในระบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานได้ โดยปรับบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนสุขภาพระดับครอบครัว และใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นช่องทางการติดตามผลการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องอันจะนำไปสู่การป้องกันโรคเบาหวานในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
Article Details
เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค. (2566). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อ พ.ศ. 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
จิราพร เกศนิล, สุภาพร ใจการุณ, และ วิมลมาศ ประชากุล. (2566). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 17(3), 89–104.
นงนุช วงศ์สวัสดิ์. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวกับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในชุมชนชนบท. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 46(2), 55–68.
ลัดดาวัลย์ เพชรโกมล, อรุณรัตน์ คันธา, และ ธีรนุช ห้านิรัติศัย. (2565). ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน. วารสารการพยาบาลชุมชน, 29(3), 134–148.
วันเพ็ญ มีนะกนิษฐ์, สุพัตรา บัวที, และ อนุชา ไทยวงศ์. (2564). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงในชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 51(1), 45–58.
ศิริพร จิรวัฒน์กุล, สุภาพ อารีเอื้อ, และ นิตยา สินสุกใส. (2566). ประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวคิด Transtheoretical Model ร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวในกลุ่มก่อนเบาหวาน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุบลราชธานี, 6(2), 67–82.
สมพร ชินโชติ, นวลขนิษฐ์ ลิขิตลือชา, และ จินตนา สรายุทธพิทักษ์. (2565). ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่ใช้ครอบครัวเป็นฐานต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารโรงพยาบาลชุมชน, 38(1), 23–36.
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566. โรงพิมพ์เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ. (2566). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2566. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ.
พรทิพย์ วิสุทธิพันธ์, รัตนาภรณ์ อาษา, และ กัลยา พัฒนศรี. (2564). ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา, 16(2), 112–125.
รุ่งทิวา วัจฉละฐิติ, วาสนา รวยสูงเนิน, และ เบญจมาศ โอฬารรัตน์มณี. (2565). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านการมีส่วนร่วมของครอบครัวในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10, 20(2), 77–91.
มาลี คำสอน, ประภาพร มโนรัตน์, และ อัจฉรา สุขเจริญ. (2567). ประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชัน LINE ในการติดตามพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในชุมชน. วารสารสุขภาพชุมชน, 18(1), 42–56.
Ajzen, I. (1991). The theory of planned behavior. Organizational Behavior and Human Decision Processes, 50(2), 179–211.
Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Prentice-Hall.
Bloom, B. S. (1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals. Handbook I: Cognitive domain. Longman.
Bowen, M. (1978). Family therapy in clinical practice. Jason Aronson.
Christakis, N. A., & Fowler, J. H. (2007). The spread of obesity in a large social network over 32 years. New England Journal of Medicine, 357(4), 370–379.
Cobb, S. (1976). Social support as a moderator of life stress. Psychosomatic Medicine, 38(5), 300–314.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum Associates.
House, J. S. (1981). Work stress and social support. Addison-Wesley.
McLeroy, K. R., Bibeau, D., Steckler, A., & Glanz, K. (1988). An ecological perspective on health promotion programs. Health Education Quarterly, 15(4), 351–377.
Minuchin, S. (1974). Families and family therapy. Harvard University Press.
Pender, N. J., Murdaugh, C. L., & Parsons, M. A. (2011). Health promotion in nursing practice (6th ed.). Pearson Education.
Prochaska, J. O., & DiClemente, C. C. (1983). Stages and processes of self-change of smoking: Toward an integrative model of change. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 51(3), 390–395.
Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monographs, 2(4), 328–335.
Rosland, A. M., Heisler, M., & Piette, J. D. (2012). The impact of family behaviors and communication patterns on chronic illness outcomes: A systematic review. Journal of Behavioral Medicine, 35(2), 221–239.
Walsh, F. (2006). Strengthening family resilience (2nd ed.). Guilford Press.