ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านน้ำท่วม ตำบลแข้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเจ้าของสัตว์เลี้ยงในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านน้ำท่วม ตำบลแข้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 186 ราย สุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นในระดับที่ยอมรับได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 56.99 อายุเฉลี่ย 44.27 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรร้อยละ 47.85 มีความรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄= 14.13 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน, S.D. = 2.47) เจตคติต่อการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ในระดับดี (x̄= 4.12 จาก 5.00, S.D. = 0.58) การรับรู้ตามแบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̄= 3.82 จาก 5.00, S.D. = 0.56) สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับสูง (x̄= 3.77 จาก 5.00, S.D. = 0.71) และพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄= 3.55 จาก 5.00, S.D. = 0.69) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ ประสบการณ์เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ชนิดและจำนวนสัตว์เลี้ยง อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ความรู้ เจตคติ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง และสิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ โดยการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสูงสุด (r = 0.61, p < 0.001) ส่วนเพศไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเจ้าของสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรมกึ่งชนบท อำเภออุทุมพรพิสัยควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค การพัฒนาเจตคติเชิงบวก และการลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการควบคู่กันไป โดยใช้บุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นสิ่งชักนำสู่การปฏิบัติหลัก รวมทั้งพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาที่เน้นทักษะเชิงปฏิบัติสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ กลุ่มผู้มีการศึกษาต่ำ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
Article Details
เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค. (2566). ยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้านโรคพิษสุนัขบ้าแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2568. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2568). โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ข้อมูล ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2568. กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค.
กัณณพร กาลสงค์ และคณะ. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเจ้าของสัตว์เลี้ยงในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์. วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 7(3), 73–84.
ชยางกูร ชื่นตา และเมรีรัตน์ มั่นวงศ์. (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชนในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์. วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 7(3), 197–208.
ธีรศักดิ์ ชักนำ. (2557). แนวทางการจัดระบบการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย (การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ธวัชชัย ยืนยาว. (2568). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
(อสม.) ในจังหวัดสุรินทร์. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 18(3), 1–13.
ปาริชาต เมืองเอก. (2559). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์
(การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
พุธิตา ภู่มี และเสน่ห์ แสงเงิน. (2565). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์. วารสารควบคุมโรค, 48(2), 278–292.
อาคม มลฑารัตน์. (2560). ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมตามแผนกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ ตำบลบางเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ (งานนิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา.
Ajzen, I. (1991). The theory of planned behavior. Organizational Behavior and Human Decision Processes, 50(2), 179–211. https://doi.org/10.1016/0749-5978(91)90020-T
Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Prentice-Hall.
Bloom, B. S., Engelhart, M. D., Furst, E. J., Hill, W. H., & Krathwohl, D. R. (1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals. Handbook I: Cognitive domain. David McKay Company.
Fazio, R. H., & Zanna, M. P. (1981). Direct experience and attitude-behavior consistency. In L. Berkowitz (Ed.), Advances in experimental social psychology (Vol. 14, pp. 161–202). Academic Press.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610. https://doi.org/10.1177/001316447003000308
Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monographs, 2(4), 328–335. https://doi.org/10.1177/109019817400200403
Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the health belief model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183. https://doi.org/10.1177/109019818801500203
Schwartz, S. H. (1975). The justice of need and the activation of humanitarian norms. Journal of Social Issues, 31(3), 111–136. https://doi.org/10.1111/j.1540-4560.1975.tb00999.x