การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้า ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นกรอบโครงสร้างหลัก ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ด้วยวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 2 พัฒนาระบบบริการโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และระยะที่ 3 ประเมินผลด้วยการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Design) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานในการควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรต ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน ดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired Samples t-test
ผลการวิจัยพบว่าอัตราการควบคุม HbA1c ได้ตามเป้าหมายในพื้นที่เพียงร้อยละ 27.22 ต่ำกว่าเป้าหมายกระทรวงสาธารณสุขที่ร้อยละ 40.00 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความรู้เรื่องการนับคาร์โบไฮเดรตในระดับต่ำ ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้ความรู้แบบกลุ่ม 8 ครั้ง การปรึกษาเฉพาะบุคคล การติดตามทางโทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้อาหารอีสาน หลังการทดลองพบว่าคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.32 เป็น 37.02 คะแนน ค่า HbA1c ลดลงจากร้อยละ 6.95 เป็นร้อยละ 6.12 ค่า FBS ลดลงจาก 144.95 เป็น 119.85 มก./ดล. ค่า 2hr-PPG ลดลงจาก 198.23 เป็น 163.98 มก./ดล. คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 60.25 เป็น 66.75 คะแนน ซึ่งทุกตัวชี้วัดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.70) สรุปได้ว่า ระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรตที่พัฒนาขึ้นโดยอิงบริบทวัฒนธรรมอาหารอีสานและกระบวนการมีส่วนร่วมสามารถเพิ่มความรู้ พัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเอง และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การติดตามผลระยะยาวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยืนยันความคงทนของผลลัพธ์ดังกล่าว
Article Details
เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย พ.ศ. 2566. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กัญญา แสงทอง, รัตนา วงศ์รัตนาภรณ์, และพัชรา ยิ้มรัตนบวร. (2566). การพัฒนาและประเมินผลระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แบบมีส่วนร่วม อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 41(2), 145–157.
จรัญ บุญนาค, สุภาวดี เพชรานนท์, และวรวุฒิ สุขสวัสดิ์. (2566). การพัฒนาคุณภาพบริการคลินิกเบาหวานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยประยุกต์ใช้ Chronic Care Model จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 53(1), 88–102.
ธนพล มีชัย, กัลยา นาคสุวรรณ, และปิยะพร ตันติวัฒนะ. (2566). ผลของโปรแกรมการนับคาร์โบไฮเดรตในอาหารพื้นเมืองอีสานต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 16(1). [ตรวจสอบเลขหน้าจาก TCI]
เพชรรัตน์ สุวรรณรัตน์, ชวลิต พุทธิสาร, และจันทิมา ลิขิตชัยกุล. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคข้าวเหนียวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารสุขศึกษา, 43(2), 89–103.
ปิยะนุช จิตต์กร, นุจรี ไชยมงคล, และวัฒนา พันธ์สุขุมธนา. (2565). ผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยใช้กระบวนการกลุ่มในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดมหาสารคาม. วารสารการพยาบาลชุมชน, 26(3), 112–126.
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566. ศรีเมืองการพิมพ์.
อรพิน ชูชาติ, บุษบา เตชะสิทธิ์, และกาญจนา ใจดี. (2565). ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องการนับคาร์โบไฮเดรตโดยใช้สื่ออาหารจำลองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 5(2), 56–72.
American Diabetes Association. (2023). Standards of care in diabetes—2023. Diabetes Care, 46(Suppl. 1), S1–S291. https://doi.org/10.2337/dc23-Sint
Baptista, D. R., Wiens, A., Pontarolo, R., Regis, L., Reis, W. C., & Correr, C. J. (2016). The chronic care model for type 2 diabetes: A systematic review. Diabetology & Metabolic Syndrome, 8(1), 7. https://doi.org/10.1186/s13098-015-0119-z
Best, J. W., & Kahn, J. V. (2006). Research in education (10th ed.). Pearson Education.
Borg, W. R., & Gall, M. D. (2003). Educational research: An introduction (7th ed.). Longman.
Braun, V., & Clarke, V. (2006). Using thematic analysis in psychology. Qualitative Research in Psychology, 3(2), 77–101. https://doi.org/10.1191/1478088706qp063oa
Chatterjee, S., Khunti, K., & Davies, M. J. (2017). Type 2 diabetes. The Lancet, 389(10085), 2239–2251. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(17)30058-2
Dworatzek, P. D., Arcudi, K., Gougeon, R., Husein, N., Sievenpiper, J. L., & Williams, S. L. (2013). Nutrition therapy. Canadian Journal of Diabetes, 37(Suppl. 1), S45–S55. https://doi.org/10.1016/j.jcjd.2013.01.019
Dyson, P. A., Kelly, T., Deakin, T., Duncan, A., Frost, G., Harrison, Z., Khatri, D., Hammersley, S., Charman, S., & Morris, R. (2011). Diabetes UK evidence-based nutrition guidelines for the prevention and management of diabetes. Diabetic Medicine, 28(11), 1282–1288. https://doi.org/10.1111/j.1464-5491.2011.03371.x
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175–191. https://doi.org/10.3758/BF03193146
International Diabetes Federation. (2021). IDF diabetes atlas (10th ed.). International Diabetes Federation. https://www.diabetesatlas.org
Kaur, B., Ranawana, V., & Henry, J. (2016). The glycemic index of rice and rice products: A review and table of GI values. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 56(2), 215–236. https://doi.org/10.1080/10408398.2012.717976
Kemmis, S., McTaggart, R., & Nixon, R. (2014). The action research planner: Doing critical participatory action research. Springer.
Knowles, M. S., Holton, E. F., & Swanson, R. A. (2015). The adult learner (8th ed.). Routledge.
Monnier, L., Lapinski, H., & Colette, C. (2003). Contributions of fasting and postprandial plasma glucose increments to the overall diurnal hyperglycemia of type 2 diabetic patients. Diabetes Care, 26(3), 881–885. https://doi.org/10.2337/diacare.26.3.881
Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the health belief model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183. https://doi.org/10.1177/109019818801500203
Toobert, D. J., Hampson, S. E., & Glasgow, R. E. (2000). The summary of diabetes self-care activities measure: Results from 7 studies and a revised scale. Diabetes Care, 23(7), 943–950. https://doi.org/10.2337/diacare.23.7.943
Wagner, E. H., Austin, B. T., Davis, C., Hindmarsh, M., Schaefer, J., & Bonomi, A. (2001). Improving chronic illness care: Translating evidence into action. Health Affairs, 20(6), 64–78. https://doi.org/10.1377/hlthaff.20.6.64
Wheeler, M. L., Dunbar, S. A., Jaacks, L. M., Karmally, W., Mayer-Davis, E. J., Wylie-Rosett, J., & Yancy, W. S. (2012). Macronutrients, food groups, and eating patterns in the management of diabetes. Diabetes Care, 35(2), 434–445. https://doi.org/10.2337/dc11-2216