ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนของโรงพยาบาลหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนของโรงพยาบาลหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 146 คน จากประชากรบุคลากรโรงพยาบาลหัวตะพานจำนวน 234 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis: Enter Method) เพื่อศึกษาว่าปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ ลักษณะสภาพแวดล้อมการทำงาน และปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB สามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนได้หรือไม่ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 76.03 มีอายุเฉลี่ย 43.08 ปี (S.D. = 8.93) ปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.94, S.D. = 0.33) และประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.98, S.D. = 0.32) บุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีระดับประสิทธิผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ขณะที่ลักษณะขององค์การ (r = 0.584) สภาพแวดล้อมการทำงาน (r = 0.707) และปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB โดยรวม (r = 0.830) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และพบว่าตัวแปรพยากรณ์สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนได้ร้อยละ 73.20 (adjusted R² = 0.714) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสะท้อนว่าประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนเป็นผลจากปัจจัยเชิงระบบและกระบวนการบริหารมากกว่าคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้รับบริการ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำงานและการบริหารงบประมาณ ซึ่งควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก ผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรและปรับปรุงกระบวนการบริหารงานสนับสนุนให้สอดคล้องกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพบริการภายในองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป
Article Details
เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)
เอกสารอ้างอิง
ฐาณิศรา กาบบัวศรี. (2562). เทคนิคและกระบวนการ POSDCoRB. วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.), 1(3), 15–22. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/250849
วราภรณ์ วังเมธากุล. (2566). ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนโรงพยาบาลอ่างทอง. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/267639
อีสานอินไซต์. (2568ก). จาก ผู้ป่วยอนาถา สู่ บัตรทอง คนป่วยล้มละลาย vs โรงพยาบาลขาดทุน จะเกิดอะไรถ้าคนไทยไม่มีบัตรทอง 30 บาท. https://isaninsight.kku.ac.th/archives/8750
อีสานอินไซต์. (2568ข). พาเปิดเบิ่ง วิกฤตสาธารณสุขไทย เปิดลิสต์ 10 โรงพยาบาล "เงินบำรุงติดลบ" หนักสุดในประเทศ. https://isaninsight.kku.ac.th/archives/8456
Gulick, L., & Urwick, L. (1937). Papers on the science of administration. Institute of Public Administration.
Hair, J. F., Black, W. C., Babin, B. J., & Anderson, R. E. (2009). Multivariate data analysis (7th ed.). Prentice Hall.
Juran, J. M. (1988). Juran's quality control handbook (4th ed.). McGraw-Hill.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.
Steers, R. M. (1977). Organizational effectiveness: A behavioral view. Goodyear Publishing Company.